roam

แต่ด้วยการมองเห็นที่ไกลมากกว่าคนอื่น แม้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความสงสัยในใจของผู้คน แต่ภิกษุหนุ่มก็ไม่ละทิ้งเป้าหมายที่แท้ด้วยกสนใช้ชิวิตพรหมจรรย์ พร้อมกับพยายามทำสิ่งที่เห็นไกลๆ ให้กลายเป็นความจริง

ท่านเพียรศึกษาและปฏิบัติทั้งด้านจิตภายในและทำความเข้าใจต่อโลกภายนอกด้วยการใช้ปัญญาเป็นคู่มือนำพาเมื่อทุกอย่างกระจ่างชัด เพราะมีความรู้แจ้งเห็นจริงมาชี้ทางออกจากพระบ้านนอกที่มีคนเคยมองว่าบ้า ก็กลายเป็นพระป่าที่นำพาปัญญามาสู่ผู้คน

กลายเป็นแรงบัลดาลใจที่ยิ่งใหญ่เพื่อให้ใครต่อใครได้ใช้เป็นแรงขับ ในการตามหาใจที่เคยไร้เข็มทิศให้กับตัวเองเพื่อขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและเชื่อมั่น โดยมีคำสอนของพระองค์พระศาสดาเป็นคู่มือนำพา ไปสู่ความสุขแท้ที่ยั่งยืน

การมองโลกเป็น” ไม่ใช่การเปลี่ยนสิ่งที่เราเห็นแล้ว ทำมันให้เป็นอย่างที่เราต้องการ แต่คือการมองอย่างคนที่รู้จักใช้สติปัญญามาเป็นคู่มือคอยตรวจตรา พร้อมกับรู้จักเลือกสิ่งที่มีคุณค่ามอบให้กับตัวเอง

คนทั่วไปอาจจะมองว่า “การเกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องประสบ แต่ไม่สามารถเห็นทางออกที่ดีกว่า จึง ไม่เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจ เพื่อเป็นกำไรแห่งชีวิต

แต่ “พระพุทธเจ้า” กลับมองการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นเรื่องที่หากเรียนรู้เพื่อทำให้เกิดปัญญา ก็ไม่ต้องกลับมาเวียนวนในวัฏสงสารอีกต่อไป

พระองค์มองเห็นแล้วใช้ปัญญามาช่วยนำทางเพื่อให้ชีวิตได้พบกับแสงสว่างที่ทำให้การเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลายเป็นครูสู่ความหลุดพ้น เพื่อไม่ต้องจมอยู่กับความไม่รู้ไปตลอดกาลนาน

หลายคนมองว่าภิกษุนาม “พุทธทาส” นั้น คิดนนอกกรอบจนมากเกิดนไป เข้ากันไม่ได้ ควรลองแห่งพุทธธรรมบางคนถึงกับมองว่าท่านเป็นบ้าที่เพ้อคิดอยู่คนเดียว

หลายคนมองว่าการกระทำของรัฐบาลเวียดนามต่อประชาชนของตนว่าเป็นความโหดร้าน เพื่อนร่วมชาติจึงต้องบอบช้ำด้วยความรุนแรง

แต่ “หลวงปู้ติช นัท ฮันท์” พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา แห่งประเทศเวียดนาม กลับมองลึกไปถึงต้นเหตุของความเลวทรามที่สิงสถิดอยู่ในใจ ที่เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นคนป่าเถื่อน ซึ่งเป็นที่มาของความโกรธเกลียดชิงชังนั้นเอง

หลวงปู่มองว่า “เหตุที่ความโหดร้ายทำงานได้ผลเพราะใจของเรานั้นอ่อนแอ ท่านถึงพยายามฝึกใจของตนให้อยู่เหนืออารมณ์โกรธเกลียด ให้เป้นใจที่เมตตาอย่างไม่มีประมาณ”

ชุติปัญโญ บอกใจอีกครั้งว่ายังไหว

ชุติปัญโญ

บอกใจอีกครั้งว่ายังไหว

       มองเขา เพื่อเห็นเรา

        ความสุขในชีวิตของคนเรามีหลายระดับ ทั้งแบบตื้นเขินและลุ่มลึก ตามความต้องการที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีวิธีค้นหารายละเอียดของความสุขได้มากกว่า         

           ความสุขในระดับพื้นฐานของคนทั่วไป มักอาศัยสิ่งที่เป็นวัตถุมาคอยหล่อเลี้ยงใจให้รู้สึกดี อาจเป็นการไขว่คว้าแลกเปลี่ยนมาด้วยเงินตรา หรือสร้างวัตถุขึ้นมาด้วยตัวเอง

เป็นความสุขที่ใครก็อาจช่วงชิงมาเป็นเจ้าของได้ หากมีเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมเป็นข้อต่อรอง ทว่าท้ายที่สุดสิ่งที่ได้ครอบครองก็มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะมันเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน

ส่วนสุขที่ลุ่มลึกนั้น จะเกิดจากความสงบของใจเป็นสำคัญ เป็นความรู้สึกที่ได้มาอย่างไม่ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนด้วยวัตถุ

แต่เกิดจากความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นภายใน โดยที่เราสามารถจัดระเบียบและจัดการวางลงได้ในตำแหน่งที่พอดี เป็นความสุขอันประณีต ละเอียดอ่อน ที่สัมผัสคราใด ก็ทำให้ “ใจ” รู้สึกดี ทว่าปัญหาของการแสวงหาความสุขที่ลุ่มลึกก็คือเรามักไม่รู้วาจะไขว่คว้าหรือทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

เพราะแม้เราจะมีดวงตาสำหรับมองเห็นสิ่งต่างๆเหมือนกัน แต่ทุกคนกลับมีวิธีมองชีวิต และโลกที่แตกต่างกันออกไป บางคนมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแห่งสาระ ทุกอย่างที่ควรจะมีคุณค่า จึงเดินหนีหน้าไปอย่างไม่ใยดี

แต่บางคนมีวิธีมองโลกในมุมที่สร้างสุข ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นสะพานเชื่อมต่อให้ความรู้สึกดีๆ ได้เดินเข้ามาสู้ใจ แม้สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นปัญหา แต่คนที่   “มองโลกเป็น” จะสามารถนำพาความสงบเย็นมาประทับไว้ในเรือนใจได้เสมอ

 

 

Bookmarks